ความรู้เรื่องเครื่องสำอาง
อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เครื่องสำอาง
การหยุดปัญหาเมื่อมีอาการข้างเคียงจากเครื่องสำอาง
คำแนะนำในการเลือกซื้อและเลือกใช้เครื่องสำอาง
เครื่องสำอาง กับ อ.ย.

ความรู้เรื่องเครื่องสำอาง                  

          มนุษย์กับความสวยความงามเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาช้านานแล้ว ไม่ว่าชาย หรือหญิง ทุกคนย่อมต้องการที่จะให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ เพื่อบุคลิกภาพที่สง่างาม ดังนั้นเครื่องสำอางจึงเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และการใช้อย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทราบ

เครื่องสำอางแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ

          1. เครื่องสำอาง (Cosmetics) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์ เพื่อความ
สะอาด และความสวยงามเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นเครื่องสำอางนั้นมีมาตั้งแต่โบราณ
กาลแล้วเช่น สบู่ แป้ง ยาสีฟัน เป็นต้น

          2. เวชสำอาง (Cosmeceuticals) หมายถึง เครื่องสำอางที่รวมเอาคุณสมบัติของเครื่องสำอางและตัวยาไว้ด้วยกัน เช่น ครีมทาส้นเท้าแตกที่มีส่วนผสมของซาลิคไซลิค แอสิด 2% ถือเป็นเวชสำอาง เพราะมีตัวยาเพื่อใช้ในการรักษา ผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็นเวชสำอางนั้น จะไม่ได้เน้นในเรื่องของความสวยความงามมากนัก แต่จะให้ความสำคัญในการประสิทธิภาพของตัวยาในการรักษาปัญหาเฉพาะที่มากกกว่า
อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เครื่องสำอาง

อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เครื่องสำอางแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ                  
          1. อาการทางผิวหนัง เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใช้เครื่องสำอาง อาการที่พบบ่อย ได้แก่
          1.1) อาการระคายเคือง (Irritation) เป็นอาการที่มักพบได้บ่อยกว่าการแพ้ เกิดจากการสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรด หรือด่างสูงๆ (เช่น น้ำยาดัดผม ครีมกำจัดขนเอเอชเอ บีเอชเอ) ผู้ใช้อาจมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ผื่นแดงคัน และอาจมีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำ ระยะเวลาของการเกิดอาการ อาจเกิดได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากใช้เครื่องสำอาง หรือหากเป็นสารที่มีฤทธิ์ระคายเคืองเพียงเล็กน้อย อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงจะเกิดอาการดังกล่าว
          1.2) อาการแพ้ (Allergy) เป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผู้ใช้ที่เกิดการแพ้เครื่องสำอางจะมีอาการคัน บวม แดง อาจเห็นเป็นตุ่มน้ำสีแดงเล็กๆ หรือเป็นปื้นนูนแบบลมพิษ ถ้าแพ้มากอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก บริเวณที่แพ้ได้บ่อย คือ ใบหน้า โดยเฉพาะรอบดวงตา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบางที่สุด ผู้ใช้ที่แพ้สารชนิดใดแล้ว หากสัมผัสกับสารนั้นอีกแม้เพียงเล็กน้อยก็เกิดอาการแพ้ได้ ปัจจุบันมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์โดยใช้ข้อความ “Hypoallergenic” ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ โดยแท้จริงแล้วข้อความนี้หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตเชื่อว่าจะทำให้เกิดการแพ้ได้น้อย แต่ก็ไม่มีข้อกำหนดในการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามที่กล่าวอ้างอย่างชัดเจน
          1.3) อาการพิษจากแสง (Phototoxicity) เป็นอาการผิวหนังอักเสบคล้ายกับอาการระคายเคือง เกิดจากการได้รับสารเคมีและเมื่อได้รับแสงแดดจะกระตุ้นให้เกิดการแพ้แดด เห็นเป็นรอยดำตรงบริเวณที่สัมผัสสารเคมี เครื่องสำอางที่มักก่อให้เกิดรอยดำ คือ น้ำหอม โคโลญจน์ บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่มีสารจากธรรมชาติเช่น มะกรูด มะนาว แตงกวา ก็อาจทำให้เกิดรอยดำได้ นอกจากนี้ยารักษาฝ้าที่มีสารไฮโดรควิโนนในความเข้มข้นสูงๆ จะทำให้เกิดรอยดำบนใบหน้าได้อย่างถาวร ถึงแม้จะหยุดใช้รอยดำก็ไม่หายไป
          1.4) สิว (Acne) เครื่องสำอางบางชนิดอาจมีส่วนประกอบของสารที่ทำให้เกิดสิว เช่น ลาโนลิน สเตียรอยด์ เมื่อใช้ไปนานๆ อาจทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นหากคนที่อายุ 30-40 ปี ยังคงเป็นสิวอยู่ ให้สงสัยว่าเกิดจากเครื่องสำอางไว้ก่อน นอกจากนี้เครื่องสำอางที่อ้างว่า ไม่ก่อให้เกิดคอมมีโดน เมื่อใช้ไปนานๆ ก็อาจก่อให้เกิดสิวได้
          2. อาการทางระบบอื่นๆ เช่น อาการระคายเคืองตา เยื่อบุตาอักเสบ อาการระคายเคืองทางเดินหายใจ รวมทั้งพิษที่เกิดจากการใช้เป็นเวลานานๆ เช่น เกิดทารกผิดรูป เป็นต้น
          ปัจจุบันกฎหมายได้มีการกำหนดสารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เนื่องจากสารดังกล่าวเป็นอันตรายต่อผิวหนังและระบบอวัยวะภายใน แต่มักมีผู้ผลิตลักลอบใช้สารต้องห้าม ทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เช่น
          - สารปรอท ทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน ผิวหน้าขาวแบบกระดำกระด่าง หรือผิวหน้าดำ หากให้ไปนานๆ อาจเกิดการสะสมของสารปรอทในร่างกายทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
          - สารไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง เกิดรอยดำ เป็นจุดด่างขาว เป็นฝ้าถาวร
          - กรดวิตามินเอ ทำให้หน้าแดง แสบร้อน หน้าลอกอย่างรุนแรง และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
การหยุดปัญหาเมื่อมีอาการข้างเคียงจากเครื่องสำอาง                  
          1. หากใช้เครื่องสำอางแล้วมีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครั้งแรกหรือใช้มานานแล้วก็ตาม ให้หยุดใช้ทันที ถ้าใช้เครื่องสำอางหลายตัว ให้หยุดใช้ตัวที่ซื้อมาใหม่ก่อน หากหยุดใช้แล้วอาการดีขึ้น แสดงว่าอาการนั้นเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางชนิดนั้น แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงมาก ให้หยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด รอให้อาการดีขึ้นก่อนแล้วค่อยๆทดลองใช้ทีละตัว ถ้าไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ ค่อยใช้เครื่องสำอางตัวต่อไป
          2. หากต้องการทดสอบว่า เครื่องสำอางชนิดนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดการแพ้หรือไม่ ให้ลองทาเครื่องสำอางนั้น บริเวณท้องแขนวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแสดงว่า แพ้เครื่องสำอางนั้นจริง ควรหยุดใช้ทันที
          3. ถ้ามีอาการแพ้ หรือมีความผิดปกติรุนแรง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
คำแนะนำในการเลือกซื้อและเลือกใช้เครื่องสำอาง                  
          1. ก่อนซื้อเครื่องสำอางควรอ่านฉลากให้ละเอียด ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย มีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง ส่วนประกอบ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ และปริมาณสุทธิ และควรซื้อจากร้านค้าหรือแหล่งที่เชื่อถือได้
          2. หากต้องการซื้อเครื่องสำอางใหม่ที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ โดยทาผลิตภัณฑ์บริเวณท้องแขน ติ่งหู หรือบริเวณที่ผิวบอบบางทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้น แสดงว่าไม่มีอาการแพ้
          3. ควรปฏิบัติตามวิธีใช้และข้อควรระวังตามที่ระบุในฉลากอย่างเคร่งครัด
          4. เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วควรปิดให้สนิทและเก็บในที่แห้งและเย็น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนฝุ่นละออง และเชื้อโรค และยังช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุด้วย

เครื่องสำอาง กับ อ.ย.                  
          ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ 2535 แบ่งเครื่องสำอางออกเป็น 3 ประเภท คือ

          1.เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ
          เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชน หรือเกิดอันตรายในการใช้ เนื่องจากพิษภัย หรืออันตรายของเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสม การกำกับดูแล ต้องผ่านการกลั่นกรอง ในระดับเข้มงวด ผลิตภัณฑ์ที่มีสารควบคุมพิเศษ เช่น ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ น้ำยาย้อมผม ผงฟอกสีผม เป็นต้น ผู้ผลิตจำหน่ายเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ต้องขึ้นทะเบียนตำรับเครื่องสำอาง จนได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว เมื่อจะเริ่มทำการผลิตเครื่องสำอางเมื่อใด จะต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาทราบ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมรายปีด้วย

          2.เครื่องสำอางควบคุม
          เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชน หรืออาจเกิดอันตรายในการใช้ได้ แต่ระดับความรุนแรงน้อยกว่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ระดับการกำกับดูแล ลดลงจากเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมที่มีสารควบคุม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีสารขจัดรังแค ซิงก์ไพริไทโอน ไพรอคโทนโอลามีน และคลิมบาโซลเป็นต้น รวมทั้ง ผ้าอนามัย ผ้าเย็น หรือกระดาษเย็น แป้งฝุ่นโรยตัว และแป้งน้ำ ผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางควบคุม จะต้องมาแจ้งรายละเอียดต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ที่มีแหล่งผลิตตั้งอยู่ ก่อนการผลิตไม่น้อยกว่า 15 วัน และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี จึงจะทำการผลิตได้

          3.เครื่องสำอางทั่วไป
          เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่มีผลกระทบหรืออันตรายน้อยไม่รุนแรง ถึงระดับที่จะจัดเป็นเครื่องสำอางทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมา จึงได้จัดเครื่องสำอางประเภทนี้ไว้ เป็นเครื่องสำอางทั่วไป ซึ่งระดับการกำกับดูแลเข้มงวดน้อยที่สุด กล่าวคือ ในกรณีผลิตให้จัดทำฉลากภาษาไทย ให้ถูกต้อง และครบถ้วน ผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มนี้ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารควบคุมพิเศษ และสารควบคุม เช่น เจล มูส ผลิตภัณฑ์ย้อมผมกึ่งถาวร (Semi- permanent Hair Dye) และ แชมพู ครีมนวดผม สเปรย์ฉีดผม เจลบำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพเส้นผม เป็นต้น
© 2006 BeRich (Thailand) Co., Ltd.  No reproduction in whole or in part without written permission. All Rights Reserved. Webmail